วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2550

หลวงปู่หงษ์กับคาถาอาคม

หลวงปู่หงษ์ คาถาต่างๆวิธีบูชากุมารทอง หลวงปู่หงษ์ตั้งนะโม 3 จบ จุดธูป 5 ดอก บอกพระภูมิ-เจ้าที่ หรือตี่จูเอี๊ย เพื่อขออันเชิญกุมารทอง...เข้าบ้านเรือนเพื่อเป็นศิริมงคล คุ้มครองป้องกัน บันดาลโชคลาภ ทำการค้าให้เจริญ จุดธูป 5ดอก ภาวนา"นะเมติปะจะขะ" 9 จบ ถวาย นม น้ำแดง ยาคูล ขนม กล้วย(เท่าที่มี หรือหาได้) แล้วตั้งจิตอธิฐาน ขอพรตามความปราถนา ทรัพสมบัติทั้งหลาย ยกให้กุมารทอง เป็นผู้คุ้มครองดูแลรักษา และช่วยหามาเพิ่มเติมด้วยเถิดคาถาอาราธนา ตะกรุดน้ำตั้งนะโม 3 จบ "นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ นะเมติ"9-12 จบคาถาอาราธนา ตะกรุดดิน(ตะกรุดขอมดำดิน)ตั้งนะโม 3 จบ "นะโมพุทธายะ มะพะทะนะ จะภะกะสะ นะเมติ" 9-12 จบคาถาอาราะนา ตะกรุดไฟ(ตะกรุดเตโช)ตั้งนะโม 3 จบ "นะโมพุทธายะ พะทะนะมะ จะภะกะสะ นะเมติ"9-12 จบคาถาอาราธนา ตะกรุดลม(ตะกรุดวายุ)ตั้งนะโม 3 จบ "นะโมพุทธายะ ทะนะมะพะ จะภะกะสะ นะเมติ"9-12 จบ คาถาอาราธนา ตะกรุดชัยวรมันตั้งนะโม 3 จบ"นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ อะภะอะ นะเมติ"9-12 จบคาถาอาราธนา พญาเสือดำตั้งนะโม 3 จบ"ยะขังนิขังวา อะภะอะ สิงหะละหุ นะเมติ"9-12 จบคาถาอาราธนาพระยาพาลีตั้งนะโม 3 จบ "กัตตะ วุตตะ นะเมติ"9-12 จบคาถาพระพิฆเนศตั้งนะโม 3 จบ"โอมนะมัสสะ ปัตตะเยนะมะ โอมมหาเทวะ มหาสะการัม มหาพิฆะเนศสะการัม วิญญานัง โฮม ทีปัง ธูปังปุบผัง นะโมนะมัสสะการัม"คาถาหัวใจพระพิฆเนศ"โอม พระพิฆเนศ สายะ นะโมพุทะยะ นะเมติ"คาถาบูชาปฐมครูปู่ตาไฟตั้งนะโม 3 จบ"โอม นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ นะเมติ ฦ ฦา ฤ ฤา นมัสสิตวา หลวงปู่ตาไฟ สิทธิเตโช มหาปุญโญ มหายะโส มหาลาโภ อิทธิ ฤทธิ ประสิทธิเม"คาถาบูชาพระสิวลีตั้งนะโม 3 จบ "อิมัง อัคคีทานัง ปัพผัง พระสิมพะลี จะมหาเถรัง พุทธังปูเชมิ ธัมมังปูเชมิ สังฆังปูเชมิสิมพะลี นันทะเถรัสสะ เอตะพัตตัง สัพพะธะนังสาริกะธาตุ พุทธรูปปัง อะหังวันทามิ สัพพะทาพระคาถาหัวใจพระสิวลีนะชาลีติ ประสิทธิลาภา ปะสันนะจิตา สะทาโหติ ปิยังมะมะ สัพเพชะนา พะหูชะนา สัพเพทิสา สะมาคะตา กาละโภชนาวิกาละโภชนา อาคัจฉันติ ปิยังมะมะพระคาถานี้หากเราจะไปหาลาภที่ไหน ให้ภาวนาไปเถิด จะทำให้มีลาภผลดีนักแลคาถาตะกรุดอุปคุปต์ อุดปืนอุปปะ คุตโต จะมหาเถโร อุทะง อัทโธ นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ นะเมติคาถาพญาเต่าเรือน(เต่ากัสโป)"นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ นะเมติ"9-12 จบคาถาลูกกรองพรหมปัญโญ"นะโมพุทธายะนะมะพะทะ นะเมติ"9-12 จบ คาถาท้าวเวสสุวรรณ"เวสสะ พุสะ นะมะพะทะ จะภะกะสะนะเมติ"

ประวัติ อุปคุปต์หรือพระบัวเข็มหรือพระปราบมาร


คำบูชาพระอุปคุปต์
อุปะคุตโต จะ มะหาเถโร ยักขาเทวา นะระปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ มะหาลาภัง ภะวันตุเม


วิธีบูชาพระอุปคุปต์การตั้งที่บูชา

นิยมใช้ภาชนะใส่น้ำ แล้วตั้งรูปพระอุปคุปต์ไว้ตรงกลางโดยมีฐานรอง อันเป็นการกระทำให้คล้ายกับว่า ท่านประดิษฐานอยู่ในน้ำ เพื่อให้ตรงกับการเป็นอยู่จริง ๆ ของท่านแล้วบูชาด้วยดอกไม้เมื่อบูชาพระอุปคุปต์อยู่เสมอ จะมีผลทำให้เกิดลาภสักการะ ร่ำรวยแก่ผู้บูชานั้น ผู้บูชาจะต้อง บำเพ็ญทาน และ เจริญสมาธิ ควบคู่กันไปด้วย จึงจะได้ผลสมหวัง


พระอุปคุปต์หรือพระบัวเข็มหรือพระปราบมาร
พระอุปคุปต์หรือพระบัวเข็มหรือพระปราบมารพระอุปคุปต์มีฤทธานุภาภาพที่น่าอัศจรรย์ดังได้กล่าวมาแล้ว ในสมัยต่อมา จึงมีผู้คิดสร้างรูปของท่านขึ้นมาเพื่อสักการบูชา เรียกกันว่า “พระบัวเข็ม” เหตุที่เรียกว่า “พระบัวเข็ม” ก็เพราะรูปของท่านมี ใบบัว คลุมอยู่บนศีรษะ และมีเข็มปักอยู่ตามหัวไหล่ หัวเข่า และที่อื่น ๆ หลายแห่ง แต่เดิมคงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในพระบัวเข็มตรงที่มีเข็มปักไว้จริง ภายหลังคงจะหาพระบรมสารีริกธาตุยาก ไม่มีจะบรรจุ จึงคงทำเป็นเข็มปักไว้ให้เป็นสัญลักษณ์หรือร่องรอยของรูปลักษณะตัวอย่างเท่านั้นส่วนฐานรอง เป็นดอกบัวหงายดอกหนึ่ง ดอกบัวคว่ำดอกหนึ่ง ใต้ฐานมีรูปเต่า หอย ปู ปลา เป็นต้น เป็นสัญลักษณ์ว่าท่านจำศีลภาวนาอยู่ใต้ท้องมหาสมุทรและจากการที่พระอุปคุปต์ได้รับลาภผลจากพญามารถึงจากพญามารถึงสามครั้งสามครา จึงถือว่า พระอุปคุปต์ทรงเป็นพระอนุพุทธมหาลาภ และพระอุปคุปต์สามารถปราบมารได้ จึงได้ชื่อว่า “พระปราบมาร” ผู้ใดได้มีโอกาสหล่อพระอุปคุปต์ ถือว่า มีอานิสงส์สูง ไม่ขาดลาภ

ผล ทั้งชนะอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวงตลอดกาล

อดีตชาติของพระอุปคุปต์ก่อนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ได้มีพุทธดำรัสกับพระอานนท์ว่า ณ นครมถุราแห่งนี้ อีกสองร้อยปีข้างหน้า หลังที่พระพุทธองค์เสด็จสู่ปรินิพพานแล้ว จะมีคนขายน้ำหอมชื่อว่าคุปตะ จะมีลูกชื่ออุปคุปต์ ซึ่งจะได้เป็นอนุพุทธ ที่ปราศจากมหาปุริสลักษณะ จะมาสืบสานงานของพระพุทธองค์ต่อไป คำเทศนาของท่านจะช่วยพระภิกษุเป็นอันมากเอาชนะกิเลสมารได้ จนเข้าถึงอรหัตผล ทำให้พระอรหันต์เกิดขึ้นมีจำนวนมากมาย ซึ่งต่อไปพระอุปคุปต์องค์นี้จะเป็นเอตทัคคะในบรรดาธรรมกถึกทั้งหลายของพระพุทธองค์พระผู้มีพระภาคเจ้ายังได้มีพุทธทำนายกับพระอานนท์อีกว่า อีกร้อยปีนับแต่พระพุทธองค์เสด็จนิพพานแล้ว พระภิกษุรูปหนึ่งชื่อ ศาณกวาสิน ให้สร้างวัดขึ้นที่ภูเขาอุรุมมุณฑะ และจะให้อุปสมบทแก่อุปคุปต์ นอกจากนี้แล้ว ที่นครมถุราแห่งนี้ จะมีนายช่าง ๒ คน เป็นพี่น้องกันชื่อ นาฏะกับ ภฏะ จะได้สร้างวัดขึ้นที่ภูเขาอุรุมมุณฑะ มีชื่อว่า นฏภฏิกะ เป็นวัดอรัญญิกาวาส (วัดป่า) ที่วิเศษสุด ทั้งเตียงและตั่งจะเหมาะสำหรับการเจริญวิปัสสนาธุระพระอานนท์กราบทูลว่า นับว่าวิเศษแท้ที่พระอุปคุปต์จะได้ทำสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นคุณแก่มหาชน ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า เมื่อในอดีตชาติพระอุปคุปต์ก็ได้ทำการที่นี่เพื่อประโยชน์ของมหาชน ในอดีตนั้น มีสัตว์ต่าง ๆ เป็นอันมากดำรงชีพอยู่บนไหล่เขาทั้ง ๓ ของภูเขาอุรุมมุณฑะพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ พระองค์อยู่ ณ ไหล่เขาแห่งหนึ่ง ฤาษี ๕๐๐ ตน อยู่ ณ ไหล่เขาอีกแห่งหนึ่ง วานร ๕๐๐ ตัว อยู่บนไหล่เขาแห่งที่สาม วันหนึ่ง พญาวานรและบริวารทั้ง ๕๐๐ ไปยังไหล่เขาที่พระปัจเจกพระพุทธเจ้าอาศัยอยู่ เมื่อเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น พญาวานรบังเกิดศรัทธาปสาทะ ได้นำใบไม้ที่ตกหล่น รวมทั้งรากไม้และผลไม้ ไปถวาย เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นเจริญสมาธิภาวนา พญาวานรได้กราบลงยังพระองค์ที่อาวุโสสูงสุด แล้วไปทางท้ายของพระองค์ที่อ่อนอาวุโสสุด แล้วพญาวานรนั่งสมาธิด้วยบ้างเหมือนกันหลังจากนั้นไม่นาน พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งสิ้นได้เสด็จสู่มหาปรินิพาน หากพญาวานรยังเอาใบไม้ที่ตกลงมาแล้ว รวมทั้งรากไม้และผลไม้ไปถวายพระคุณท่านอีก แต่เมื่อท่านไม่รับประเคน พญาวานรจึงไปจับชายจีวรแล้วจับเบื้องพระบาทแล้วจึงรู้ว่า พระผู้เป็นเจ้าเหล่านั้นนิพพานเสียแล้ว พญาวานรเศร้าโศกเสียใจ ร้องไห้จึงไปยังอีกไหล่เขาหนึ่ง ซึ่งฤาษีทั้ง ๕๐๐ พำนักอยู่ แล้วเข้าไปทำลายตบะวิธีของฤาษีที่ทรมานกายด้วยวิธีต่าง ๆ เมื่อสำเร็จแล้วได้นั่งสมาธิต่อหน้าฤาษีเหล่านั้นฤาษีรายงานการกระทำของลิงให้อาจารย์ได้ทราบ อาจารย์จึงแนะให้ฤาษีทั้ง ๕๐๐ นั่งสมาธิ จนเข้าใจโพธิปักขยธรรมทั้ง ๓๗ ข้อและได้ตรัสรู้เป็นปัจเจกพระพุทธเจ้า พระคุณเจ้าเหล่านี้ดำริว่า ตนได้บรรลุธรรมอันวิเศษสุด เพราะวานรตัวนี้ จึงได้ปรนนิบัติพญาวานรด้วยรากไม้และผลไม้ จนถึงกาลกิริยาก็ปลงศพให้โดยใช้ไม้หอมมาประชุมเพลิง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่พระอานนท์ว่า พญาวานรตัวนี้คือพระอุปคุปต์ในอดีตชาติ ซึ่งเคยทำคุณแก่มหาชนบนยอดเขาอุรุมมุณฑะ และอีกร้อยปีเมื่อพระพุทธองค์ปรินิพพานลวงไปแล้ว พระอุปคุปต์ก็จะมาทำประโยชน์ ณ ที่แห่งเดิมนี้อีก ดังนี้

กำเนิดพระอุปคุปต์พระอุปคุปต์ถือกำเนิดในตระกูลพ่อค้าน้ำหอมที่มีชื่อว่า คุปตะ ที่เมืองมถุรา ริมฝั่งแม่น้ำยมุนา เมื่อพระศาณกวาสินได้สร้างวัดบนภูเขาอุรุมมุณฑะ แล้วได้มายังคฤหาสน์ของพ่อค้าน้ำหอมผู้นี้ เนื่องด้วยทราบด้วยญาณว่าจะมีบุตรที่ชื่อว่าอุปคุปต์ จะเป็นพระอนุพุทธเพื่อประกอบกรณียกิจขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นายคุปตะได้ให้คำสัญญากับ พระศาณวาสินว่า เมื่อใดที่มีบุตร จะให้บวชในพุทธศาสนาต่อมาเมื่อนายคุปตะได้บุตรคนแรกชื่อว่า อัศวคุปต์ พระศาณกวาสินได้ทวงถาม นายคุปตะยังไม่ยอมให้บวช ด้วยอ้างว่า จะต้องออกไปหาซื้อของจากเมืองไกล แต่เมื่อมีบุตรชายคนที่สองชื่อ ธนคุปต์ พระศาณวาสินได้มาทวงถามอีก นายคุปตะก็อ้างว่า บุตรผู้นี้จะต้องเอาไว้ช่วยดูแลทรัพย์สินในเหย้าเรือน ทั้งรับปากว่าเมื่อได้บุตรคนที่สามจะให้บวชอย่างแน่นอน เมื่อพ่อค้าน้ำหอมได้บุตรคนที่สามมีชื่อว่า อุปคุปต์ เป็นเด็กน่ารักงดงาม มีรูปลักษณะที่ดี ก่อให้เกิดความยินดีแก่ผู้พบเห็น เมื่ออุปคุปต์เจริญวัยขึ้น ได้มาช่วยขายน้ำหอมอยู่ในตลาด พระศาณกวาสินเห็นว่า ถึงเวลาอันสมควรแล้ว จึงมาทวงถามถึงสัญญา นายคุปตะเห็นว่าบ่ายเบี่ยงไม่ได้แล้ว จึงกล่าวว่า เมื่อใดที่คนนี้ไม่เป็นผลทางกำไรหรือขาดทุนอีกแล้ว ก็จะอนุญาตให้บวช เมื่อเป็นเช่นนี้ พญามารผู้ที่ไม่ต้องการให้อุปคุปต์บวช ได้บันดาลให้นครมถุราเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็น ทำให้ชาวเมืองพากันมาซื้อเครื่องหอมจากอุปคุปต์กันมากขึ้น ทำให้ขายดียิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก พระศาณกวาสินได้ไปยังพระอุปคุปต์ซึ่งกำลังขายของอยู่ในตลาด แล้วถามว่า “ลูกเอ๋ย สภาพทางจิตของเจ้าเป็นไฉน เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล” เมื่ออุปคุปต์ตอบว่าไม่ทราบ ท่านศาณกวาสิน จึงบอกว่า “ลูกเอ๋ย ถ้าเจ้าจับความคิดได้แม้ชั่วขณะหนึ่ง เจ้าก็เอาชนะอุปสรรคได้” เป็นการสอนให้รู้จักตามความคิดของตน แล้วพระศาณกวาสินก็มอบผ้าขาวและผ้าดำอย่างละหลาย ๆ ผืน แล้วสอนว่า ถ้าความคิดในทางอกุศลเกิดขึ้น จงวางผ้าดำ ถ้าความคิดถ้ากุศลเกิดขึ้น จงวางผ้าขาวลง แล้วเพ่งในทางอสุภะ ให้เห็นว่าภายในตนนั้นไม่งดงาม จากนั้นจึงเจริญพุทธานุสสติรำลึกถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เมื่อแรก ๆ ความคิดในทางอกุศลเกิดขึ้นบ่อย อุปคุปต์ก็วางผ้าดำลงสองผืน กว่าจะวางผ้าขาวได้หนึ่งผืน ต่อมาเมื่อพิจารณามากขึ้นก็เกิดความละอาย ก็วางผ้าดำเพียงครึ่งผืน ผ้าขาวครึ่งผืน ในที่สุดจิตของอุปคุปต์ก็บริสุทธิ์ จนวางแต่เพียงผ้าขาวเท่านั้น เป็นการเริ่มเข้ากระแสแห่งธรรมตั้งแต่นั้นมา



"พระอุปปะคุตสัณฐานหัวคอดท้ายคอด พรรณดังสีดอกพิกุลแห้ง สีเปลือกหอม"
ประวัติ พระอุปปะคุต
พระอุปคุตตะ คือ พระเถระรูปหนึ่ง ซึ่งได้รับอาราธนามาเพื่อป้องกันพญามาร ที่ต้องการทำลายงานฉลองสมโภชพระบรมสารีริกธาตุ กล่าวว่าท่านมีฤทธิ์มาก ทรงฌานสมาบัติอยู่ที่ปราสาทในท้องมหาสมุทร ชื่อเต็มของท่านคือ พระกีสนาคอุปคุตเถระ
ราวปี พ.ศ. ๒๑๘ ในกาลแห่งสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๓ พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงได้ทำการสร้างพระเจดีย์ขึ้น ๘๔,๐๐๐ แห่ง ทั่วชมพูทวีปภายหลังจากการค้นพบที่ซ่อนพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งความตอนนี้อ่านได้ใน ตำนานธาตุนิธาน
เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชทรงอัญเชิญพระบรมธาตุสู่เมืองปาตลีบุตรี เมื่อทำการสักการะแล้ว ได้แจกพระบรมธาตุไปทั่วทุกๆ นคร ๘๔,๐๐๐ แห่ง ซึ่งพระองค์มีพระราชประสงค์จะฉลองพระสถูปทั้ง ๘๔,๐๐๐ แห่ง และจะกระทำสักการบูชาพระบรมธาตให้ไดุ้ ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน แต่พระองค์ทรงเกรงว่า จะมีมารเข้ามาทำลายพิธีในครั้งนี้ จึงได้อาราธนาพระอริยสงฆ์เพื่อมาป้องกัน แต่ก็ไม่มีพระสงฆ์องค์ใดที่จะรับอาสาได้เลย ครั้นแล้วได้หลวงเณรองค์หนึ่งมีฌานสมาบัติชั้นสูง แม้กระนั้นท่านก็ยังไม่สามารถที่จะรับอาสาในการปราบมารได้ แต่ท่านได้กล่าวแนะนำว่า ควรไปอาราธนาพระอุปคุตเถระซึ่งมีสมาบัติสูงยิ่ง และสามารถจักทรมานมารใจบาปให้พ่ายแพ้มหิทธานุภาพได้ โดยกล่าวว่า
"กาลเมื่อสมเด็จพระบรมครูยังทรงพระชนมายุอยู่ก็ได้ตรัสพยากรณ์ไว้ว่า สืบไปในภายหน้าจะมีภิกษุรูปหนึ่งมีนามอุปคุตเถระ จักได้ทรมานพระยามารให้เสียพยศอันร้ายพ่ายแพ้อานุภาพ แล้วจะกล่าวปฏิญาณปรารถนาซึ่งพุทธภูมิ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายไม่ทราบพุทธพยากรณ์บ้างฤาไฉนหรือหลงลืมไปจงระลึกดูเถิด"
พระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายได้สดับก็ชื่นชมยินดี จึงบังคับใช้พระภิกษุสองรูป ไปอาราธนาพระอุปคุตขึ้นมาจากท้องมหาสมุทร เมื่อพระอุปคุตมาถึง พระสงฆ์ทั้งปวง มอบทัณฑกรรมให้แก่พระกีสนาคอุปคุต เนื่องจากท่านไม่ให้้สามัคคีอุโบสถกับสงฆ์เลย หลีกหนีไปอยู่แต่ผู้เดียว เมื่อพระอุปคุตทราบแล้วจึงน้อมรับทัณฑกรรม ซึ่งคือหน้าที่ป้องกันอันตรายต่างๆที่อาจเกิดขึ้นในงานสมโภชพระสถูป ทั้ง ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน
ลำดับนั้น พระเจ้าอโศกมหาราชมีพระหฤทัยปรารถนาจะกระทำสักการบูชาแก่พระมหาสถูป สถิตแทบฝั่งแม่น้ำคงคา เสด็จมาสู่ลานพระมหาเจดีย์ พร้อมด้วยอเนกนานาสรรพดุริยางคดนตรีแตรสังข์ดังสนั่น ตามริมฝั่งแม่น้ำคงคาให้โชตนาการสว่างไปด้วยประทีปอเนกอนันต์จะนับบมิได้ แลพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายเป็นอันมากก็มาสโมสรสันนิบาตพร้อมกันในที่นั้น เพื่อจะถวายวันทนาพระมหาเจดียฐาน
ในขณะนั้นพระยาวัสดีมารผู้ใจบาป ทราบเหตุแห่งบรมกษัตริย์กระทำสักการบูชา จึงลงมาจากชั้นปรนิมมิตวัสวดีเทวโลกบันดาลด้วยฤทธิ์ด้วยอำนาจ ให้บังเกิดมหันตพยุใหญ่พัดมาแต่ที่อันไกลปรารถนาจะให้ดับเสียซึ่งประทีปทั้งหลาย จะกระทำอันตรายแก่การสักการบูชาพระมหาสถูป ในสมัยนั้นจึงพระอุปคุตเถรเจ้า จึงกระทำอิทธิฤทธิ์ด้วยอำนาจอธิษฐาน บันดาลให้มหาวาตแห่งพระยามารให้อันตรธานไปจากที่นั้น
ฝ่ายพระยามารก็บันดาลให้บังเกิดห่าฝนทราบกรดอันรุ่งโรจดุจเพลิงตกลงมาอีกเล่า พระมหาเถระก็กระทำอธิษฐานฤทธิ์หอบเอาเมล็ดทรายกรดนั้นทิ้งออกไปเสียนอกขอบเขาจักรวาล
ลำดับนั้น พระยามารก็บันดาลฤทธิ์เป็นห่าฝนลมกรดแลห่าฝนน้ำกรด แลห่าฝนอาวุธต่าง ๆ แลห่าฝนเท่าริ่งห่าฝนเปือกตมตกลงมาโดยลำดับ พระมหาเถระก็กระทำอธิษฐานฤทธิ์หอบเอาห่าฝนทั้ง ๕ ประการนั้น ทิ้งออกไปเสียนอกขอบจักรวาลอันตรธานไปทั้งสิ้น
พระยามารก็มีจิตพิโรธยิ่งนัก จึงนฤมิตกายเป็นรูปโคใหญ่แล่นจะไปชนประทีปให้ดับทั้งสิ้น พระมหาเถระก็นฤมิตพระกายเป็นรูปพยัคฆ์ใหญ่ แล่นไปจะจับซึ่งโค ๆ นั้นตกใจกลัวก็ร้องด้วยศัพท์สำเนียงอันพิลึก แลสมเด็จบรมกษัตริย์กับทั้งมหาชนสมาคมแลพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายก็เห็นทั่วกันสิ้นทั้งนั้น เมื่อสัตว์ทั้งสองยุทธนาการแก่กัน แลโคนั้นก็ล้มลงถึงซึ่งปราชัย ก็กลับกลายเป็นรูปนาคราชมีศรีษะได้ ๗ ศรีษะ เข้าคาบคั้นเอากายพยัคฆ์อันใหญ่ ๆ ก็กลายกลับเป็นรูปพระยาสุบรรณ(ครุฑ)คาบคั้นเอาศรีษะแห่งนาคลากไปมาถึงปราชัยพ่ายแพ้ แลพระยามารก็มละเสียซึ่งรูปนาคแปรภาคเป็นรูปยักษ์พิลึกพึงกลัวยิ่งนัก ถือซึ่งกระบองทองแดงใหญ่เท่าลำตาลกวัดแกว่งเข้าประหารซึ่งครุฑ พระมหาเถระก็มละเสียซึ่งรูปครุฑแปรพระกายเป็นรูปยักษ์ใหญ่ขึ้นไปกว่าก่อนนั้นสองเท่า ถือซึ่งกระบองทั้งสองอันรุ่งโรจน์ด้วยเปลวเพลิงกวัดแกว่งทั้งสองหัตถ์ เข้าประหารซึ่งเศียรแห่งมารยักษ์ แลพระยามารก็สะดุ้งตกใจกลัวจึงดำริว่า อาตมะนฤมิตเป็นรูปใด ๆ สมณะองค์นี้ก็นฤมิตเป็นรูปนั้น ๆ ใหญ่ยิ่งขึ้นไปอีกสองเท่า อาตมะจะกระทำประการใดดีเห็นจะพ่ายแพ้แก่พระสมณะองค์นี้เป็นมั่นคง จึงแสดงองค์ให้ปรากฏเป็นรูปพระยามาร ยืนประดิษฐานอยู่ตรงหน้าพระมหาเถระพระมหาเถระเห็นซึ่งพระยามารจึงจินตนาการว่า ผิฉะนั้นอาตมะจะกระทำให้ยักษ์ผู้นี้สิ้นฤทธิ์สิ้นความคิดแลอุบายที่จะปลดเปลื้องได้ ผู้เป็นเจ้าก็แปรกายจากรูปยักษ์กลับเป็นรูปพระมหาเถระ จึงนฤมิตซึ่งรูปอสุภสุนัขอันพึงเกลียดกอปรด้วยกลิ่นเหม็นฟุ้งขจรเต็มไปด้วยหมู่หนรอนทั่วทั้งนั้น เอาอสุภสุนัขเข้าผูกพันคอพระยามาร แล้วกล่าวประกาศว่า บุคคลผู้ใดผู้หนึ่งถึงแม้นมาตรว่า เทพดาแลมหาพรหมเป็นอาทิก็ดี บมิอาจปลดเปลื้องแก้ออกได้ ดูกรมารผู้ใจบาป ท่านจงไปเถิดจากที่นี้ แลพระยาวัสวดีมารมีทรากอสุภสุนัขพันธนาการกับศอ จะปลดเปลื้องออกด้วยตนเองก็บมิได้ จักแก้ไขก็สิ้นความคิด มีจิตละอายอัปยศแก่เทพดามนุษย์ทั้งปวง จึงเหาะไปสู่สำนักท้าวจาตุมหาราชทั้ง ๔ แล้วกล่าววิงวอนว่า ข้าแต่ท่านผู้นฤทุกข์ จงช่วยปลดเปลื้องซึ่งอสุภสุนัขออกจากศอแห่งข้ากาลบัดนี้ ท้าวจาตุมหาราชทั้ง ๔ จึงถามว่าเหตุใด อสุภสุนัขจึ่งมาผูกพันซึ่งศอแห่งท่าน ข้าแต่ท้าวจตุโลกบาลมหาราช ภิกษุมีนามว่า อุปคุต เธอกระทำพันธนาการแก่ข้า เทวทั้ง ๔ กล่าวว่า ข้าแต่พระยามาราธิราช พระภิกษุองค์นั้นท่านทรงมเหศักดานุภาพ ท่านกระทำพันธนาไว้ ข้าพเจ้าบมิอาจปลดเปลื้องออกได้ พระยามารก็เหาะไปสู่สำนักท้าวสหัสนัยน์แลสุยามเทวราช สันดุสิตเทวราช แลท้าวสหบดีมหาพรหม กล่าววิงวอนให้ช่วยแก้พันธนาการเหมือนดังนั้น ท้าวเทวราชทั้งหลายแลท้าวมหาพรหมก็กล่าวว่ามิอาจแก้ได้ พระภิกษุองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ทรงซึ่งฉฬาภิญญาสัมมาสัมพุทธสาวก กอปรด้วยมเหศักดานุภาพมาก เราทั้งหลายบมิอาจแก้ซึ่งพันธนาการแห่งท่านได้ ตัวท่านจงกลับไปสู่สำนักแห่งพระภิกษุองค์นั้น แล้วจงวิงวอนด้วยสุนทรมธุรกถา ท่านก็จะปลดเปลื้องซึ่งอสุจิพันธนาการนั้นออกด้วยพระหัตถ์แห่งท่านเอง อันผู้อื่นนั้นกลัวเกรงอานุภาพแห่งท่าน ใครเลยจะแก้พันธนาการออกได้ เมื่อพระยามารได้สดับก็มีหฤทัยรันทดท้อฤทธิ์ สิ้นคิด สิ้นที่พึ่งซึ่งจะไปหาผู้ใดให้ช่วยแก้ไขอีกนั้นก็บมิได้มี จึงกลับมาสู่สำนักพระมหาเถระกับทั้งกุกกุรอสุภซึ่งพันธนา นบบาทาพระผู้เป็นเจ้าจงการุญภาพช่วยเปลื้องปลดซึ่งอสุจิพันธนานี้ ผู้เป็นเจ้ามีชัยชำนะแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าปราชัยไม่สู้รบสืบไปอีกแล้ว พระมหาเถระจึงกล่าวว่า ดูกรมารผู้ใจบาป จงไปสู่บรรพตอันนั้น พระยามารก็ไปโดยพลัน สู่บรรพตตามเถรวาทบังคับลำดับนั้น พระมหาเถระก็ไปแก้ออกซึ่งกุกกุรอสุภซึ่งพันที่ศอแห่งมาร แล้วเปลื้องเอากายพันธ์(ประคดเอว)ของผู้เป็นเจ้าพันศอพระยามารเข้าอีก แล้วนฤมิตกายพันธ์(ประคดเอว นั้นให้ยาวรวบรัดเข้ากับภูเขาอันนั้นให้มั่นคง จึงกล่าวแก่มารว่าจงอยู่ในที่นี้กว่าสมเด็จบรมนราธิบดีธรรมาโศกราช จะกระทำมหามหกรรมสักการบูชาพระมหาสถูปถ้วน ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน สำเร็จตราบใด ท่านจงอยู่ไปในที่นี้สิ้นตราบนั้น แลพระยามารก็ต้องพันธนาการประจานอยู่กับบรรพต พระมหาเถระก็ไปสำราญอิริยาบถอยู่โดยควรแก่ผาสุกวิหารเมื่อการสักการบูชาพระมหาสถูปถ้วน ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน วันสำเร็จแล้ว พระมหาเถระจึงไปสู่ที่ใกล้แห่งพระยามาร แต่บังกายอยู่เพื่อจะสดับ ซึ่งเสียงแห่งพระยามารจะว่า ขานประการใดบ้าง ฝ่ายพระยามาราธิราชก็เสียพยศอันร้าย จึงอนุสรคำนึงถึงพระคุณสมเด็จพระสัพพัญญู แล้วออกวาจาว่า กาลเมื่อพระพุทธองค์ทรงสถิตเหนือพระรัตนบัลลังก์ ภายใต้ทุมินทรพฤกษมหาโพธิ ข้าพระบาทบมิอาจอดกลั้นเสียซึ่งความโกรธได้ แลขว้างไปซึ่งจักราวุธอันคมกล้า อันสามารถตัดเสียซึ่งวชิรบรรพตให้ขาด ครุวนาดุจตัดซึ่งหน่อไม้ไผ่ พระพุทธองค์ทรงพิจารณาซึ่งพระสมติงสบารมีญาณ แลจักรนั้นก็กลายกลับเป็นกุสุมเพดานกางกั้น ในอุปริมทิศาภาคพวกพลบริษัททั้งหลายอันเศษก็ขว้างไปซึ่งนานาวิธาวุธมียอดภูเขา เป็นอาทิก็กลับกลายเป็นพวกบุปผชาติตกลงยังพื้นพสุธา แลข้าผู้ชื่อว่า มาราธิราชก็ปราชัยพ่ายแพ้ แลระลึกถึงพระพุทธคุณแล้วกล่าวพระคาถาว่านโม ปุริสาชญฺญ เป็นอาทิดังนี้ สมเด็จพระชินสีห์พระองค์ใดทรงพระมหากรุณากระทำซึ่งสิ่งอันเป็นประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง แลเป็นที่พึ่งที่พำนักแก่สรรพสัตว์อันหาที่พึ่งบมิได้ สิ้นกาลทุกเมื่อ เป็นนิจนิรันดร์แล สมเด็จพระชินสีห์พระองค์นั้น อันประเสริฐด้วยคุณหาผู้จะเสมอบมิได้ จงมาเป็นที่พึ่งที่พำนักแห่งอาตมาในกาลบัดนี้ ประการหนึ่ง แต่ปางก่อนข้าผู้ชื่อว่าวัสวดีกระทำภยันตรายแก่พระพิชิตมาร มีประการต่าง ๆ เป็นอันมาก พระผู้มีพระภาคก็มิได้กระทำโทษตอบแก่ข้ามาตรว่า สิ่งใดหน่อยหนึ่งบมิพึงมี กาลบัดนี้พระสาวกแห่งพระพุทธองค์กะไรช่างไม่มีความกรุณา กระทำโทษแก่อาตมาให้เสวยทุกข์สาหัสเห็นปานดังนี้แลพระยาวสัวดีมารยิ่งทุกข์โทมนัส ก็ถีบซึ่งบรรพตนั้นด้วยบาททั้งสองให้จลาการหวั่นไหวต่าง ๆ โดยเบื้องบนเบื้องต่ำดังจะทำลายลงด้วยพลัน สะท้านสะเทือนพสุธาสนั่นกัมปนาท ทั้งขุนเขาพระสิเนรุราชก็น้อมยอดหวั่นไหว พระมหาสาครสมุทไทก็กำเริบขึ้นเป็นระรอก แลพระยามารกลับซ้ำดำริถึงพระขันติคุณแห่งพระมหากรุณา จึงออกอุทานกถาว่า ผิว่าอาตมามีกุศลสมภารได้ส่ำสมไว้ เบื้องว่าพระสัพพัญญูได้ตรัสในอนาคตกาลฉันใด ขอจงอาตมะได้เป็นพระสัพพัญญูบังเกิดในโลกเหมือนดังนั้น จะได้กรุณาเป็นที่พึ่งสรรพสัตว์แสวงหาซึ่งประโยชน์ โปรดวไนยประชาทั้งปวงทั้งสกลโลกธาตุ ขณะเมื่อพระยามาราธิราชออกวาจาปรารถนาพุทธภูมิด้วยประการดังนี้ พระมหาเถระก็สำแดงกายินทรีย์ให้ปรากฏ แล้วมาโดยด่วนเข้าแก้พันธนาพระยามารด้วยฉับพลัน แล้วขอให้พญามารนั้นขมาโทษโดยออกพระโอษฐ์ว่า ดูกรเทพบุตร ท่านจงอดโทษแก่อาตมา อันว่าประโยชน์แห่งท่านคือ ความปรารถนาพุทธภูมิอาตมะก็ให้บังเกิดได้แล้ว แลอาตมะห้ามเสียบมิให้ท่านกระทำอันตราย ในการบุญแห่งบรมกษัตริย์ บัดนี้ท่านก็ถือเอาปฏิญาณซึ่งภาวะจะตรัสเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล ตั้งแต่นี้ตัวท่านก็เป็นปูชนิยบุคคล คือ พระโพธิสัตว์ ควรที่โลกทั้งหลาย จะกระทำนมัสการบูชา ฝ่ายพระยามาราธิราชจึงกล่าวตอบว่า พระผู้เป็นเจ้าเป็นพระพุทธสาวกช่างกระไรไม่มีพระทัยกรุณาแก่ข้าพเจ้าผู้เป็นมารเห็นปานดังนี้บ้างเลย ดูกรพระยามารเรากับท่านนี้เป็นคู่ทรมานกัน เพราะเหตุนั้นจึงไม่กรุณา กระทำโทษแก่ท่านทั้งนี้เพื่อจะยังท่านให้มีจิตยินดีปรารถนาพุทธภูมิบารมีญาณ ตัวท่านก็เที่ยงที่จะได้ตรัสเป็นพระสัพพัญญู สมเด็จพระบรมครูก็ได้ตรัสทำนายไว้ว่า อาตมะนี้จะได้ทรมานซึ่งพระยามาร ให้เสียพยศในอนาคตกาลแลพระยามารนั้นจะถือเอาปฏิญาณซึ่งภาวะจะเป็นพระพุทธเจ้าในภายภาคหน้า ท่านจงมีศรัทธาละเสียซึ่งจิตบาป อย่าได้กระทำกรรมอันหยาบสืบไป อนึ่งท่านจงได้อนุเคราะห์แก่อาตมา ด้วยสมเด็จพระศาสดาบังเกิดในโลก เสด็จเข้าสู่พระปรินิพพานเสียแล้ว เราได้เห็นแต่พระธรรมกายบมิได้ทันเห็น ซึ่งพระสริรกายท่านจงสงเคราะห์นฤมิตพระรูปกายแห่งพระศาสดาจารย์ พร้อมด้วยอาการทั้งปวงสำแดงแก่เราให้เห็นประจักษ์กับทั้งพระอัครสาวกทั้งคู่ให้ปรากฏด้วยฤทธิ์แห่งท่านกาลบัดนี้ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า เบื้องว่าข้าพเจ้าจะนฤมิตกายเป็นองค์พระชินสีห์ให้เห็นประจักษ์แล้ว พระผู้เป็นเจ้าจงอย่าได้ถวายนมัสการข้าพเจ้า พระมหาเถระก็รับคำพระยามาร ๆ จึงเข้าไปในไพรสณฑ์ตำบลหนึ่ง พระมหาเถระจึงให้สันนิบาตพระภิกษุทั้งหลายเป็นอันมาก มาถึงพร้อมกันโดยเร็ว ด้วยอำนาจฤทธิ์แห่งผู้เป็นเจ้า แลพระสงฆ์องค์ใดจะใคร่เห็นพระผู้ทรงพระภาคองค์นั้น ก็ถือธูปเทียนสุคันธวิเลปนบุปผามาสถิตแวดล้อมพระอุปคุตเถรเจ้าแล้วก็กล่าวว่า เราจะดูซึ่งพระพุทธสริรรูปจะกระทำสักการบูชา ในกาลนั้นพระยามารก็นฤมิตกายเป็นองค์พระสัพพัญญูเจ้า ประดับด้วยพระทวติงสมหาปุริสลักษณะแล พระอสีตยานุพยัญชนพิจิตรโสภิตโอภาส ด้วยพยามประภาฉัพพิธพรรณรังสี มีทั้งคู่พระอัครสาวกสถิตในทิศเบื้องซ้ายขวา แวดล้อมด้วยพระอสีติมหาสาวกเป็นบริวาร สำแดงให้ปรากฏแก่มหาชนสันนิบาตทั้งปวง แลคำเกจิอาจารย์บางองค์ก็กล่าวว่าพระเจ้าธรรมาโศกราชกับหมู่อมาตย์แลราชบรรพษัท ก็มาทัศนาการอยู่ ณ ที่นั้นคอยแลดู พระอุปคุตเถระเมื่อได้ทัศนาพระพุทธสริรรูปกายกับทั้งพระมหาสาวกบริวารทั้งหลายปรากฏ ดังนั้น ก็บังเกิดโลมชาติชูชันด้วยอจลประสาทศรัทธาลืมไปว่าเป็นพระยามาร ก็ถวายนมัสการ พระพุทธสริรรูปด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แลมหาชนนิกรทั้งหลาย มีสมเด็จบรมกษัตริย์เป็นประธาน ก็กระทำนมัสการสักการบูชาทั้งสิ้นด้วยกัน ขณะนั้นพระยามารก็ยังพระพุทธสริระรูปกาย แลสาวกทั้งหลายให้อันตรธาน กลับกลายเป็นรูปพระยามารมาสถิตอยู่ในที่ประชุมชน จึงกล่าวแก่พระมหาเถระว่า
ไฉนพระผู้เป็นเจ้าจึงถวายวันทนาข้าพเจ้าก็ได้บอกไว้แล้ว
ดูกรพระยามาร อาตมะมิได้นมัสการซึ่งท่าน แต่กระทำอภิวันทนาการสรีระพระบรมครู กับทั้งหมู่พระมหาสาวกทั้งปวง
จำเดิมแต่นั้นมา พระยามารก็มีจิตอ่อนน้อมในพระพุทธศาสนา บมิได้หยาบช้าเหมือนดุจแต่ก่อน พระมหาเถระจึ่งกล่าวแก่พระยามารว่า ท่านจงไปโดยควรแก่สุขเถิด พระยามารก็ถวายนมัสการลาสู่สถานเทวพิภพแห่งตน